อานิสงค์ในการฝึก “ มโนมยิทธิ “
1. ดอกไม้ 3 สี / ธูป 3 ดอก / เทียนหนัก 1 บาท 2 เล่ม / ได้อานิสงค์ เบื้องต้น คือ “ อามิสบูชา “ แก่พระพุทธเจ้า
2. บริจากเงิน 1 สลึง หรือ 1 บาท เป็นค่าบูชาครู ( คือ พระรัตนตรัย ) ได้อานิสงค์ ใน “ จาคานุสสติกรรมฐาน “
3. สมาทานพระกรรมฐาน ก่อนทุกครั้ง ได้อานิสงค์ ใน “ พุทธานุสติ ธรรมมานุสสติ สังฆานุสติ “ และ “ อิธิษฐานบารมี “
4. เมื่อเริ่มนั่งสมาธิ จิตทรงตัวในดี เบื้องต้น ว่างจากกิเลสชั่วขณะ วันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่ง ได้ชื่อว่า “ เป็นผู้ไม่ว่างจากฌาน “ ได้อานิสงค์ หากตายตอนนั้นได้อยู่ที่ สวรรค์ก่อน
5. เมื่อกำหนดรู้ลมหายใจ เข้า / ออก ได้อานิสงค์ “ อานาปานุสติกรรมฐาน “
6. เมื่อบริกรรมภาวนา “ นะ มะ / พะทะ“ รวมกำลังของกสิณ หากฝึกได้เชี่ยวชาญแล้ว จะทรงอภิญญา 5
นะ ในที่นี้ท่านหมายถึง ธาตุดิน ได้อานิสงค์ ของ “ กสิณดิน “
มะ ในที่นี้ท่านหมายถึง ธาตุน้ำ ได้อานิสงค์ ของ “ กสิณน้ำ “
พะ ในที่นี้ท่านหมายถึง ธาตุลม ได้อานิสงค์ ของ “ กสิณลม “
ทะ ในที่นี้ท่านหมายถึง ธาตุไฟ ได้อานิสงค์ ของ “ กสิณไฟ “
7. เมื่อในขณะ บริกรรม ภาวนา ตามลมหายใจ เข้า /ออก ให้กำหนดพุทธนิมิต ให้จิตป็นผู้รู้ จิตเป็นผู้เห็น ได้อานิสงค์
“ พุทธานุสสติ “ ในบางกรณี ระลำถึงพระอริยสงฆ์ ได้อานิสงค์ “ สังฆานุสสติ “
8. เมื่อขณะจิตทรงอารมณ์ฌาน ที่ 1 2 3 4 ได้อานิสงค์ ขององค์ฌานต่างตามลำดับ เบื้องต้น จะเกิดความคล่องตัว ในวิปัสสนาญาณ และได้อานิสงค์ ในการเกิดในพรหมโลก ตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึง 12 ตามแต่กำลังใจในการเข้าฌานได้
9. เมื่อมาตั้งกำลังใจในการพิจารณา ใน “ อริยะสัจจะ “ ข้อที่ 1 คือ “ ทุกข์ “ ในเบื้องต้นอันได้แก่
( ๑ ). ความเกิดเป็นทุกข์
( ๒ ). ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นทุกข์
( ๓ ). ความพลัดพรากของรักของชอบเป็นทุกข์
( ๔).ความแก่ที่ย่างก้าวเข้ามาเป็นทุกข์
( ๕ ). ความตายที่ก้าวเข้ามาเป็นทุกข์ /……ได้อานิสงค์ ใน “ ธรรมมานุสสติกรรมฐาน “ เนื่องด้วย “ วิปัสสนาญาณ 9 “
10. เมื่อตั้งใจอธิษฐานว่า ขึ้นชื่อว่าการเกิดใน พรหมโลก เทวะโลก มนุษยโลก อบายภูมิ4 เราไม่ต้องการที่จะไปเกิดอีก ภายหลังจากตายไปในชาตินี้ เราขอมุ่งตรงอย่างเดียว คือพระนิพพาน ได้อานิสงค์ “ ขณิกะนิพพาน “
ในขณะนั้นจิตจะว่างจากกิเลสชั่วขณะ เข้าสู่กระแสแห่ง อริยะเจ้าเบื้องต้น ( พระโสดาบัน ต้นๆ ) ชั่วขณะ
11. จึงเกิดเป็นทิพย์จักขุญาณ หรือเป็นผลของอภิญญานั้นเอง ได้อานิสงค์ ให้ถอด “ อทิสมานกาย “ ได้เพราะจิตว่าง
จากกิเลส คือเครื่องเศร้าหมองร้อยใจ
12.เมื่อได้พบพระพุทธเจ้า ที่นำอทิสมานกายไปสู่โลกแห่งความเป็นทิพย์ ได้อานิสงค์ พุทธานุสติ
เมื่อได้พบพระอริยะสงฆ์ ที่นำอทิสมานกายไปสู่โลกแห่งความเป็นทิพย์ ได้อานิสงค์ สังฆานุสติ
เมื่อได้พบ เทวดา หรือ พรหม ที่นำอทิสมานกายไปสู่โลกแห่งความเป็นทิพย์ ได้อานิสงค์ เทวตานุสติ
13. เมื่อได้บารมีมาถึงลำดับที่ 12 นี้แล้วความดีเดิม ที่เคยฝึกได้ “ อภิญญา 5 “ จะรวมตัวกันจนเป็นผลในชาติปัจจุบัน เป็นอภิญญา เล็กๆน้อยๆ คือ ทิพยจักขุญาณ และ “ ฤทธิ์ทางใจ “ นั้นเอง ได้อานิสงค์ สามารถที่จะท่องเที่ยว ใน อบายภูมิ 4 , มนุษยโลก , เทวะโลก , พรหมโลก , และ เมืองพระนิพพาน ในที่สุด
14.เมื่อได้ “ ฤทธิ์ทางใจ “ แล้ว จะได้อานิสงค์ เป็นความรู้ตามมาอีก 8 อย่าง หรือ ญาณ 8 นั้นเอง วึ่งท่านจะได้ศึกษาในเนื้อหาต่อไป
15. เมื่อรู้ความไม่เที่ยงใน ภพทั้ง 4 แล้ว และรู้ความเที่ยงในพระนิพพาน “จิตก็จะเบื่อหน่ายในการเกิด ในภบทั้ง 4 และตั้งกำลังใจไว้ที่พระนิพพาน เพียง สถานที่เดียว
ด้วยเหตุทั้งหลายเหล่านี้เองขอให้ข้าพระพุทธเจ้า และหมู่คณะจงได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เถิด
การตั้งกำลังใจในขณะฝึก ฤทธิ์ทางใจ
การตั้งกำลังใจในขณะฝึก สำหรับ“ ท่านที่ฝึกใหม่ “ หรือ “ ท่านที่เคยฝึกแล้วแต่ยังไม่ได้ ฤทธิ์ทางใจ ควรที่จะเตรียมกำลังใจ ไว้ก่อนพอสมควร ดังนี้
๑.เป็นผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นเบื้องต้น
๒.เป็นผู้ให้ทานตามสมควร หรือ ค่าครู
๓. เป็นผู้ที่รักษาศีลดี เป็นปรกติ
๔.มีจิตต์ตั้งมั่นในสมาธิ ตามแต่กำลังใจของตน “ ท่านหมายเอาถึงจิตต์เป็นสุข เป็นเกณฑ์ “
หรือทรงฌาน ในระดับต่าง ( ได้แก่ คณิกสมาธิ อุปจาระสมาธิ ฌานที่ ๑ / ฌานที่ ๒ / ฌานที่ ๓ / ฌานที่ ๔ ) หรือ ( อรูปฌาน ๑ / อรูปฌาน ๒ / อรูปฌาน๓ / อรูปฌาน ๔ ) ควรที่จะปฏิบัติสมาธิให้มีความต่อเนื่อง
ในกรณีที่ต้องการฝึก “ ฤทธิ์ทางใจ “ แบบครึ่งกำลังควรที่จะตั้งกำลังใจดังนี้
๔.๑. กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก ตามความเป็นจริง เช่น จังหวะในการหายใจเข้าสั้นหรือยาว ก็มีสติรู้และรักษาระดับจังหวะในการหายใจนั้น
๔.๒. กำหนดรู้ในคำภาวนา ให้ควบคู่กับลมหายใจ คือ เมื่อหายใจเข้า นึกรู้อยู่ในใจว่า “ นะ มะ “
กำหนดรู้ในคำภาวนา ให้ควบคู่กับลมหายใจ คือ เมื่อหายใจออก นึกรู้อยู่ในใจว่า “ พะ ทะ “
๔.๓. กำหนดรู้ในภาพนิมิต ของ “ พระพุทธเจ้า “ หรือ “ พระอริยะสงฆ์ “ ในอิริยาบทต่างๆ หรือ ตามความพอใจ หรือ จินตนาการความจำ ( สัญญา คือ การจำได้หมายรู้ ในนิมิต )
ในกรณี ที่จำภาพนิมิต ไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ต้องฝืนอารมณ์จิต หรือบังคับจิตต์ให้มีความรู้สึกว่าเห็น เพราะจะทำให้เกิดความหนักใจ
๔.๔. อิริยาบท ๔ ให้เลือกใช้อิริยาบทอย่างใดอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามความพอใจ ในอิริยาบทนั้นๆ
๔.๕.ระยะเวลาในการปฏิบัติสมาธิ หมายเอาอารมณ์จิตต์ที่เป็นสุข เป็นเกณฑ์ เช่น ๕ นาที หรือ ๑๐ นาที หรือ ๓๐ นาที เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น